anachitana's profilenew ' s spacePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
new ' s spaceOctober 03 แกะพันธ์ร็อค (ต่อ) "สมาชิกคนสุดท้ายและบทสรุปแห่งการเริ่มต้น"สมาชิกคนสุดท้าย “วี้ดดดด....” เสียงแหลมเล็กที่มีความถี่เกินกว่าที่ประสาทหูของคนธรรมดาจะเข้าใจได้ มันดังก้องกังวานราวกับมีกองคาราวานระฆังยักษ์อยู่ในหู และเหมือนมันเดินเข้าใกล้แก้วหูเข้าไปทุกที เอกนั่งจ่อมอยู่ที่มุมห้องซ้อมดนตรี นั่งมองดู นิว ชิด เอกใหญ่ และตุ๊ กำลังสาดความรู้สึกอะไรบางอย่างลงบนเครื่องดนตรีที่อยู่ตรงหน้า เขาอยู่ใน วงนี้มากว่าปีแล้ว เล่นเพลงคนอื่นน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ถึงเวลาทำเพลงตัวเองกลับไม่เข้าใจ ความพยายามที่มองไม่เห็นหนทางกลับกลายเป็นความอึดอัด “เสียงดังชิบหาย…!!!” แม้คิดในใจเอกยังต้องตะโกน “ทำไมกีตาร์มันดังอย่างนี้วะ..!!” “แม่ง...ไม่ได้ยินเบสเลย..!!” “ไอ้ตุ๊แม่งตีเหี้ยอะไรของมันวะ ...!!” “....................” “แล้วกูมานั่งทำเหี้ยอะไรวะเนี่ย..!!?” ชั่วโมงต่อมา ทั้งหมดก็ออกมานั่งหน้าห้องซ้อมดนตรี กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นควันบุหรี่คลุ้งไปทั่วบริเวณ “เราว่าท่อนฮุคมันแปลกๆว่ะ” นิวบอกชิด “ซาวน์แม่งไม่ได้น่ะ” “เฮ้ย แต่เราว่ายังเงี้ยแม่งโอเคแล้วนะ” เอกแย้ง “ผมว่าเราน่าลองแก้ท่อนแรกนะพี่” ตุ๊ออกความเห็น “เอก มึงว่าไงวะ?” นิวหันไปถามเอกที่นั่งเงียบปล่อยตัวเองจมไปกับควันบุหรี่ “ผมยังไม่มีไอเดียเลยพี่...” เอกตอบอ้อมแอ้ม จริงๆเขาตอบแบบนี้มากว่าปีแล้ว เพลงที่วงก็มากขึ้น แต่ยังไม่มีวี่แววว่าเอกจะเขียนเนื้อร้องได้แต่อย่างใด ที่ผ่านมาคนอื่นๆในวงจะช่วยได้ก็แค่ให้กำลังใจ “เอาน่า เดี๋ยวก็ทำได้” “ลองเขียนดูก่อน แล้วเดี๋ยวมาช่วยกัน” “พยายามไปเรื่อยๆ เดี๋ยวดีเอง” “..............” แต่กำลังใจดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้ เอกยังนั่งจมอยู่กับความไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่สมาชิกในวงกำลังทำ ไม่เข้าใจผสมกับความไม่เชื่อมั่น ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง ดูเหมือนเขากำลังเผชิญหน้ากับกำแพงแห่งความแปลกแยก ที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างเงียบที่ผ่านมาเอกเป็นนักร้องที่ใครๆต่างชื่นชม “มึงร้องโคตรเหมือน Chino เลยว่ะ” “เฮ้ย..มึงร้อง Limp ชัดดีว่ะ” “เสียงมึงเหมือน.....เลยว่ะ” แรกๆเอกเป็นปลื้มกับคำชมต่างๆที่ได้รับ แต่พอนานเข้าๆ คำถามบางอย่างก็วิ่งเข้ามาในหัวเขา “แล้วตัวมึงล่ะ..เป็นยังไง?” เขาสับสนจนออกแนวอับจนหนทาง แต่พอวงเริ่มมีเพลงมากขึ้น เขาก็ยิ่งรู้สึกแย่ลงๆ บางครั้งเหมือนถูกทิ้งให้ยืนข้างหลังอย่างโดดเดี่ยว บางทีก็รู้สึกเหมือนมีภาระอันหนักอึ้ง ที่ต้องแบกรับหน้าที่นี้ “หรือกูไม่เหมาะจะอยู่กับวงนี้วะ?” ………………………………….. “ว่าไงมึง” นิวทักเอกที่เปิดประตูร้านเข้ามา “สบายพี่ โห นี่เรียกน้ำย่อยกันเร็วนะ ท่าทางจะเมาแล้วด้วย” เอกว่าหลังจากคะเนด้วยสีหน้าของแต่ละคนที่ออกอาการตึง อย่างเห็นได้ชัด “แล้วพี่ชิดล่ะพี่” เอกถาม “ยังไม่เห็นเลย ไม่รู้แม่งไปแอบเมาที่ไหน” หมัดว่า แล้วเอกก็ร่วมวงแต่ขอดื่มเบียร์แทน เนื่องจากไม่อยากให้ร่างกายรับภาระหนักเกินไป นิวเลี่ยงออกไปคุยโทรศัพท์นอกร้าน ตุ๊ไปเล่นพูลกับหมัด วุทที่เริ่มติดลมเริ่มเปิดเพลงแปลกๆที่ตัวเองชอบโดยไม่สนใจลูกค้าที่มีแค่โต๊ะเดียวเท่าไหร่ “แล้วพวกมึงก็เอาจนได้นะ” วุธเปรยๆกับเอก ถึงเรื่องเพลงอัลบั้มแรกของพวกเขา “นานทีเดียวพี่” เอกบอก สายตานึกย้อนถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในวง “กูกับไอ้หมัดเคยคุยกันไว้ว่า ถ้ามึงไม่เสร็จซะที พวกกูจะแอบเอาเดโมมึงไปปั้มขายแล้ว” “ผมเองก็เกือบจะไม่เอาแล้วเหมือนกันพี่” เอกพูดยิ้มๆ “ทำไมวะ?” “ก็ช่วงสองปีแรก ผมแม่งทำเหี้ยอะไรไม่ได้เลยพี่ เขียนไม่ได้ซักเพลง” “ก็เห็นไอ้นิวมันช่วยเขียนอยู่นี่” “มันไม่เข้าใจน่ะพี่ แบบว่าเพลงที่พี่นิวเขียนผมร้องแล้วมันไม่ใช่ผม” “แล้วมึงเขียนได้ไงล่ะ?” “ถึงเวลามันก็มาเองพี่ มันบอกไม่ถูกเหมือนกัน นี่ถ้าผมอยู่วงอื่นเขาคงไล่ออกไปแล้วพี่” เอกยอมรับขำๆ “กูร้องได้กูให้มึงออกไปแล้ว” นิวที่กลับเข้ามาในร้านพอดีได้ยินที่เพื่อนพูดกันเลยส่งเสียงแซวเอก “พอดีเสียงกูเหี้ยไปหน่อยน่ะ” “ไม่หน่อยหรอกพี่ เหี้ยมาก” เอกอำ ทั้งสามคนหัวเราะเบาๆ “แล้วพี่เอกล่ะพี่?” “เอกคงมาดึกหน่อยน่ะ เห็นว่าจะเข้าไปที่ห้องเลย” “ตื่นเต้นไหมพี่?” เอกถามเบาๆ “มาก..” นิวตอบสั้นๆ “ยังตื่นเต้นกันอีกเหรอวะ เล่นมาก็ตั้งหลายงานแล้ว” วุธถาม “มันไม่เหมือนกันพี่ ที่ผ่านมาก็เล่นเพลงคนอื่น มีเล่นเพลงตัวเองแค่ครั้งสองครั้ง แถมเล่นอยู่แต่ในกลุ่มเล็กๆ มันไม่ใช่แบบนี้” เอกสาธยาย “จริง” นิวเสริม “แล้วตอนฟังเพลงตัวเองออกอากาศทีแรกล่ะ เป็นไงวะ?” “ผมยังไม่ได้ฟังเลยพี่ แม่งเล่นกลางคืนทุกวัน ไม่รู้จะเอาเวลาไหนไปฟัง” เอกบ่น “ช่วยไม่ได้ ตอนกูฟังทีแรกแม่งแบบ โห..อะไรวะ นี่เพลงกูนี่หว่า มันลอยๆฝันๆ ยังไงไม่รู้ว่ะ คือแม่งเหมือนในหนังฝรั่งน่ะ เรื่องอะไรวะ?” “That thing you do ใช่ไหมพี่?” “เออๆๆ นั่นล่ะ พอได้ยินนะ กูรู้สึกเหมือนแม่งเหมือนมีเสียงวิ๊งๆอยู่ในหัวน่ะ” นิวเล่าให้วุธฟังอย่างภูมิใจ เขาได้ฟังครั้งแรกตอนขับรถกลับบ้านกลางดึก เขาร้องตะโกนอย่างดีใจและพยายามโทรบอกเพื่อนๆ แต่ติดต่อใครไม่ได้เลย “แล้วพรุ่งนี้เราต้องทำอะไรบ้างล่ะพี่?” เอกถามนิว “ก็เล่นให้ดีไงมึง นอกนั้นกูก็ไม่รู้ว่ะ” “สงสัยผมแม่งจะนอนไม่หลับแน่ๆคืนนี้” หมัดกับตุ๊กลับเข้ามาที่วงสนทนาอีกครั้ง ทั้งหมดนั่งดื่มและคุยกันอย่างออกรสมากขึ้น นิวเริ่มใช้เวลาต่อแก้วนานขึ้น ในขณะที่วุธยังเสมอต้นเสมอปลาย ตุ๊เริ่มอ้อแอ้และพูดไม่รู้เรื่องจากที่ไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว เอกมาทีหลังก็กำลังเร่งทำเกม ส่วนหมัดหนีกลับไปก่อน โดยที่เพื่อนไม่รู้ตามเคย .................................................... เที่ยงคืนกว่า ลูกค้าเพียงโต๊ะเดียวเช็คบิลไปแล้ว วงเหล้าเริ่มออกอาการมากขึ้น สรรหาเรื่องมาอำกันมากขึ้น แต่ในขณะที่ทั้งหมดกำลังสรวลเสเฮฮา มีแท็กซี่คันหนึ่งวิ่งมาจอดที่หน้าร้าน เห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนเดินโซซัดโซเซเข้าร้านมา “ชิด..!!” “ทำไมเพิ่งมาวะ?” “ป่านนี้พี่เอกไปรอที่ห้องแล้วพี่” “ไปไหนมาวะ?” “.................” ไม่มีเสียงตอบจากชิด เขาเดินเข้ามากลางร้าน ยกมือซ้ายขึ้นช้าๆ แล้วพูดด้วยเสียงที่ฟังดูรู้เลยว่าปริ่มมาเรียบร้อยแล้ว “กู ปวด เยี่ยว…!!” ...................................................... เช้าวันต่อมา ชิด เอก(Death) เอก นิว และตุ๊ ตื่นกันตั้งแต่เจ็ดโมง ทั้งๆที่กว่าจะนอนก็ปาเข้าไปเกือบเช้า แต่ความตื่นเต้นทำให้ทุกคนยังคงกระชุ่มกระชวย นิวโทรบอกทางรถตู้ที่จะมารับ ชิดกับเอก(Death) นั่งเช็ดกีตาร์และเตรียมของ ตุ๊เล่นเกมที่โทรศัพท์มือถือ เอกนอนเล่นอยู่บนที่นอน “ไป ลงไปรอข้างล่างดีกว่า” นิวบอกเพื่อนๆ เพราะรถตู้ใกล้จะมาถึงแล้วทุกคนขนของอย่างคึกคัก ทั้งที่ในใจสั่นหวิว แต่ไม่มีใครรู้สึกกลัวเลยสักคนเดียว รถตู้วิ่งออกไปแล้ว ทั้งห้าคนที่นั่งอยู่บนรถ เดินทางร่วมกันด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าทั้งหมดจะก้าวผ่านอะไรมา ประสบการณ์เหล่านั้นกลับไม่ได้ช่วยไขความลับในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังเข้าไปในบริเวณงาน ทั้งหมดเดินไปดูเวที เดินดูรอบๆงาน โดยไม่ได้พูดกันสักคำ ชิดสูบบุหรี่มาสี่ห้าตัวแล้วหลังเข้ามาในงาน ตุ๊เองก็เลิกเล่นเกม นิวก็เงียบอย่างผิดสังเกต “เป็นไงมั่งพี่เอก” เอกนักร้องนำถามมือกีตาร์ร่างใหญ่ที่ชื่อเดียวกัน เอกเดินมองไปที่เวทีและรอบๆงานอีกครั้ง แววตาของเขาตอนนี้ยากที่จะอธิบาย เขาเดินไปใกล้ๆเวทีและหันมา ทุกคนเงียบและรอคำตอบของเขาเหมือนจะเอาเป็นที่พึ่ง เสาหลักสำคัญของวงตลอดสิบกว่าปีก็เอ่ยขึ้นเบาๆ “ตัวใครตัวมันนะงานนี้.............. แกะพันธ์ร็อค (ต่อ) "มือกลองสองสลึง" 4 / 10 / 50มือกลองสองสลึง “ตุ๊...” “ครับ….” “อยากเล่นดนตรีไหม?” “.....................” “กลองชุดน่ะ..อยากเล่นไหม?” “ยังไงก็ได้ครับ…แล้วแต่พ่อ..” ชายหนุ่มวัยใกล้ครึ่งศตวรรษ พยักหน้าเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชายคนเดียว เขามองลับหลังลูกชายที่แอบเลี่ยงขึ้นบันไดไปอย่างเงียบๆ พลางระบายลมหายใจเบาๆ ทั้งโล่งอกและทั้งยังหนักใจ เขามีลูกชายคนเดียว ลูกสาวอีกสาม และแทบไม่มีเวลาอยู่บ้านเป็นเพื่อนลูก อาชีพไกด์นั้นมีชีวิตอยู่กับการเดินทางเสียเป็นส่วนใหญ่ จะได้เจอกันก็ไม่ถึงสองครั้งในเดือนหนึ่ง เคยนั่งเฝ้ามองดูตั้งแต่ยังเป็นเด็ก รู้สึกว่ามันเป็นเด็กที่ดูไม่ร่าเริงเท่าที่ควรนัก ชอบเก็บตัว และไม่ซุกซนอย่างเด็กผู้ชายทั่วๆไป แถมพี่น้องก็เป็นผู้หญิงเสียหมด เวลาเขารวมตัวกันเล่นตุ๊กตา เห็นมันนั่งอยู่วงนอกแล้วมองตาปริบๆ ก็ให้กังวลใจว่ามันจะเติบโตแบบผิดเพี้ยนไป “ระวังนา..ให้อยู่แต่กับผู้หญิงมันจะเป็นตุ๊ดเอานา” เพื่อนไกด์ของเขาคนหนึ่งพูดให้คิดเมื่อได้รับรู้ว่าลูกชายคนเดียวของเขาต้องอยู่กับ แม่และพี่น้องที่มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น เสียดเข้าไปในหัวใจเมื่อคิดว่าลูกชายคนเดียวจะกลายเป็นกะเทย นั่งนิ่งชั่งใจอยู่อึดใจว่าจะรับได้ไหมถ้า อุปนิสัยส่วนตัวมันก็เริ่มโน้มเอียงเมียงมองเห็นความเป็นไปได้เหมือนกัน ใจที่เริ่มระแวงก็ยิ่งให้เห็นอะไรเป็นผิดสังเกตไปหมด “ทำไมมันขาวจังวะผิวมันอย่างกะผู้หญิง?” “เออ....ไม่เห็นมันสนใจผู้หญิง?” “เงียบจริงลูกคนนี้..คิดอะไรอยู่วะ” “แล้ว....กูจะทำยังไงดีวะเนี่ย??!!” หลังจากมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆในชีวิต หนุ่มใหญ่ก็นั่งนึกตรึกตรอง มองหาทางออกและทดลองใช้อยู่เงียบๆเป็นระยะ ให้ลูกชายเล่นกีฬาเป็นทางออกแรก ตุ๊ก็ให้ความร่วมมือดี ไม่ว่าจะฟุตบอล บาสเกตบอล แต่ลึกๆผู้พ่อก็ยังไม่เห็นว่าลูกชายจะดูเข้มขึ้นกว่าเดิม ถัดจากการทดลองประเภทกีฬาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นั้น เขาก็เลือกที่จะให้ลูกชายคนโปรดทดลองเล่นดนตรีดู “รึจะให้มันเรียนเปียโนอย่างพี่สาวมัน” ผู้พ่อนั่งนึกแล้วให้ขัดแย้งตัวเองในใจ “ไม่..ไม่ ท่าจะไม่ดีแน่” “ร้องเพลง....นี่ยิ่งแล้วใหญ่” ชายหนุ่มส่ายหัวก่อนนึกถึงเครื่องดนตรีที่ผู้หญิงปรารถนาจะเล่นน้อยที่สุด “กลอง..!!!” ……………………………………..... “เล่นดนตรีก็ระวังให้ดีนา มันจะกลายเป็นฮิบปี้ขี้ยาไปเปล่าๆ” เพื่อนไกด์คนเดิมของเขาแสดงความคิดเห็นอีก เขาเงียบไม่โต้ตอบอะไร ไม่แม้กระทั่งจะมองหน้าเพื่อนผู้หวังดี “มึงหวังดีกะกูเหลือเกินนะ แม่ง..ทักแต่ละอย่าง..” หนุ่มใหญ่คิดในใจก่อนเปรยออกมาเบาๆแต่เฉียบขาดว่า “ให้มันเป็นกุ๊ย กูว่าดีกว่าให้มันเป็นกะเทย..!!!” ..................................................... “ไอ้ตุ๊เนี่ยนะ..!?” “เออ..ไอ้เอ๋อเนี่ยแหละ เห็นงี้ตอนเด็กๆเกือบเป็นกะเทยนะมึง” นิวเรียกอีกชื่อของตุ๊ที่ทุกคนลงความเห็นว่าเป็นอาการป่วยอย่างหนึ่งของเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ “กูว่าตอนนี้ก็ยังมีแววนะมึง สังเกตไหม แม่งต้องทาลิปสติกทุกครั้งก่อนดูดบุหรี่” วุธว่า “มันบอกว่าเดี๋ยวปากดำ มันไม่ชอบ” นิวเสริม “สังเกตเวลามันซื้อเสื้อสิ แม่งเลือกแต่สีชมพู” วุธต่ออย่างสนุกปาก “เหี้ย..มึงก็เกินไป สีฟ้าอ่อนกะสีเหลืองนวลก็มีนะเว้ย” ทั้งสามคนฮากันครืนใหญ่ ก่อนจะเงียบลงทันทีที่ซดเหล้าเข้าปากไปคนละอึกใหญ่ๆ “แล้ววันนี้พวกมันจะเข้ามาไหม?” หมัดถาม “ไอ้ชิดคงอีกสักพัก” นิวว่า “นี่มันกินเหล้าบ้างหรือเปล่า.?” ”เห็นแดกแต่เบียร์ ไอ้เหี้ย..มึงนี่เอง กูว่าจะด่ามึงหลายวันแล้ว ตั้งกะมึงบอกให้มันอดเหล้าจนกว่าจะเล่นงาน Fat เสร็จนี่ แม่งแดกเบียร์เปลืองชิบหาย” “ก็ครั้งสุดท้ายที่กินเหล้ากับมัน แม่งเมาได้ที่ก็เยี่ยวซะกลางร้านเลย”นิวเล่าวีรกรรมล่าสุดของชิดให้เพื่อนฟัง หมัดกับวุธส่ายหน้าไปขำไป “นั่น..ไอ้ตุ๊มาแล้ว” นิวกับหมัดหันมองตามสายตาวุธไปที่หน้าร้าน ตุ๊เปิดประตูร้านเข้ามาด้วยกางเกงขาสั้นสีครีม กับเสื้อยืดสีชมพูตัวเก่ง ที่ทำให้ นิวอดแซวไม่ได้ “หวานมาเลยนะมึง” “เอ้า..ก็ผมชอบนี่ สีสวยจะตาย โหนี่ล่อเหล้ากันแต่วันเลยนะพี่” “แดกไหม” หมัดถาม ตุ๊ไม่ตอบแต่ยกมือส่ายหน้าทำท่าเบ้ “ผมขอเบียร์ขวดละกันพี่” วุธหยิบเบียร์สิงห์มาเปิดแล้วตั้งตรงหน้าตุ๊ ตามด้วยแก้วเปล่าใบหนึ่ง “รู้งี้รอให้มันมาแล้วให้ไปตักน้ำแข็งดีกว่า” นิวบ่นเมื่อเห็นตุ๊หยิบนำแข็งในถึงที่เขาเพิ่งเดินออกไปตัก “โหแค่สองก้อนเองพี่” ตุ๊โวย “สองก้อนนั่นกูก็เป็นคนตักนี่หว่า” นิวบ่นอุบ ตุ๊ไม่สนใจเสียงบ่นของนิว ละเลียดจิบเบียร์แล้วหันมามองหน้านิวเหมือนเยาะเย้ย นิวไม่โกรธอะไรจริงจัง เพราะรู้จักเพื่อนรุ่นน้องคนนี้กับอาการเซื่องๆลอยๆแต่ออกแนวกวนตีนของมันเป็นอย่างดี “แล้วไอ้เอกล่ะ” วุธถามตุ๊ “ไม่รู้พี่ “ “แล้วไอ้ชิดล่ะ” ตุ๊ทำหน้านิ่งเหมือนคิดอะไรอยู่สักครึ่งนาที “ไม่รู้พี่” “เหี้ย ไม่รู้อะไรเลยนะมึง” วุธบ่น “ก็วันๆแม่งเอาแต่เล่นเกม เคยสนใจใครที่ไหน” นิวด่ายิ้มๆ “โหพี่ มันเป็นการฝึกทักษะอย่างหนึ่งนะพี่ ทำเป็นเล่นไป” “เออๆ กูเชื่อ” “แล้วนี่มึงมาจากไหน?” หมัดถาม “ร้านเกมพี่” “แล้วพรุ่งนี้ฟิตไหมมึง” “ผมน่ะ สบายอยู่แล้วพี่ ฟิตเปรี๊ยะ” “ให้มันจริงเถอะมึง แม่งเมื่อก่อนแค่แดกข้าวเหนียว แม่งก็เป็นลมแล้ว” นิวอดขำไม่ได้เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เมื่อหลายปีก่อน เขานัดซ้อมกัน โดยไปรวมตัวที่ห้องชิด วันนั้นตุ๊ซื้อข้าวเหนียวไก่ทอดขึ้นมากิน โดยไม่แบ่งใคร เขาให้เหตุผลว่า “ผมหิวจริงๆพี่” หลังจากซัดข้าวเหนียวไปหมดห่อ ก็ถึงเวลาไปห้องซ้อม แต่พอลุกขึ้น ตุ๊ก็ล้มตึงหัวฟาดประตูห้องน้ำ เข้าไปหลับอยู่ข้างใน ทุกคนต้องช่วยกันหามออกมา และวันนั้นก็ไม่ได้ซ้อมดนตรีกัน ก่อนที่ตุ๊จะทันนึกหาเหตุผลอะไรมาโต้แย้งออก รถเก๋งสีฟ้าหน้าตาน่าเกลียด ออกสไตล์รถโบราณของเอกก็เลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าร้าน “มันมาแล้วพี่” ตุ๊หันมาบอกนิว “เออ..กูรู้แล้ว” ........................................................ แกะพันธ์ร็อค (ต่อ) "เพื่อน" 4 / 10 / 50เพื่อน ท่ามกลางแสงแดดอ้าวยามบ่ายแก่ๆ ความร้อนที่ร้อนอบ จนหมาจรจัดที่ใช้พื้นที่ข้างถนนเป็นที่พำนักยังต้องซุกตัวเองเข้าใต้ท้องรถเพื่อหาร่มเงา ไอแดดกระหน่ำสาดซัดพื้นซีเมนต์อย่างบ้าคลั่ง แต่ก็หาได้ทำลายพื้นอันแข็งแกร่งไม่ ทำได้แค่เพียงปล่อยให้พื้นขาวหยาบ คายความร้อนออกเป็นไอ กลับไปทำร้ายสิ่งมีชีวิตหนังบางต่อไป แต่แดดอันระอุอ้าวเช่นนี้ก็ไม่ได้ทำให้ใจของนิวร้อนไปกว่าเดิม เขาเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ที่มีฝาหนังไม้อัดสองชั้นทาสีเขียวเก่าๆมีรูปวงร็อคฝรั่งแปะอยู่เต็มข้างฝาอย่างไม่เป็นระเบียบ เขาเดินได้สองก้าวก็สุดผนังห้องฝั่งหนึ่ง แล้วกลับตัวเดินอีกสองก้าวก็สุดผนังห้องอีกฝั่งหนึ่ง สุดท้ายก็นั่งลงบนฟูกเก่าๆตรงมุมห้อง ก้นบุหรี่วางเรี่ยราดอยู่ในที่เขี่ย คะเนด้วยตาก็น่าจะประมาณร่วมซอง กีตาร์เบสจากจีนแดงวางแอบอยู่ตรงมุมห้อง นั่งมองมันอย่างไม่ยินดียินร้ายอะไรเหมือนตอนนี้เขาจับต้องอะไรในหัวตัวเองไม่ได้ ไม่รู้มันคิดอะไรนัก แต่สรุปสุดท้ายได้ว่า “...เบื่อ....!!!??” ความรู้สึกที่แอบอาศัยอยู่ในใจเขาเงียบมานาน ค่อยๆปรากฏตัวขึ้น ตามปกติเขาจะไม่ยอมให้ความรู้สึกเหล่านี้เกิดกับตัวเองนานๆ แต่ครั้งนี้อาจเป็นเพราะมันแอบอยู่นานแล้วกระมัง เขาจึงต้องโอนอ่อนผ่อนให้มันออกมาวาดลวดลายในสมองบ้าง “อยากออกเทปโว๊ย....” เขาตะโกนเล่นในใจ และปล่อยให้มันกังวานสะท้อนไปสะท้อนมาอยู่อย่างนั้น มันอึดอัด มันทุเรศตัวเอง เมื่อรู้สึกถึงขีดความสามารถของตัวเอง ว่าคงไม่มีทางไปถึงปลายทางความฝันที่วาดไว้ได้ “เล่นไปเถอะ..ไม่ต้องคิดมาก” เขานึกถึงคำพูดตัวเอง ตอนที่หนีดโทรมาบอกว่าจะไปเล่นกลางคืนกับวงของโอ่งกับเก่ง เพื่อนที่เอกรู้จักอยู่ก่อน แล้วสุดท้ายก็มาขลุกอยู่ด้วยกัน เขาไม่มีเหตุผลที่จะห้ามเพื่อน เพราะทั้งเขา ชิด และเอก ต่างก็เรียนมหาวิทยาลัยกันหมด เว้นแต่หนีดคนเดียวที่จบ ปวส. ที่ช่างศิลป์ลาดกระบังแล้วไม่เรียนต่อ หมายถึงหนีดกลายสภาพจากคนเคยเป็นนักศึกษาเป็นคนตกงานทันที และจะให้เพื่อนลอยไปลอยมาขอเงินที่บ้านไปวันๆก็คงไม่ดี เขาจึงเห็นด้วยกับการสนับสนุนเพื่อนไปทำงานนี้ แต่ท้ายที่สุด กลับเป็นเขาที่มานั่งคิดมากซะเอง “หรือจะเลิกเล่นแม่งเลย..?” เขาถามตัวเอง แต่มันช่างเป็นคำถามที่กัดกินความรู้สึก คำตอบที่ติดอยู่เพียงปลายปากนั้นแหละที่เขากลัว กลัวว่าวันและเวลาแห่งความจริงมันจะเดินมาที่หน้าประตูบ้าน แล้วเคาะก๊อกๆ บอกเขาว่า “ตื่นได้แล้วมึง” หรือไม่ก็ “โตเป็นผู้ใหญ่เสียทีนะมึง” อะไรประมาณนี้ แล้วถึงเวลานั้นความฝันสวยหรูทั้งหลายทั้งปวงก็จะทลายลง ปราสาทที่เขาเพียรสร้างขึ้นในวิมาน ก็จะหายไป แล้วสุดท้ายก็จะเหลือเพียงไอ้มนุษย์ไม่เอาไหน ที่ทำเหี้ยอะไรก็ไม่สำเร็จถูกทิ้งไว้ในมุมโลกแห่งความจริงเพียงลำพัง “ถ้าอายุยี่สิบห้าแล้วยังไม่ได้ออกเทปอีกกูจะเลิก..!?” นิวบอกชิดไว้เมื่อตอนรวมวงได้สักสองปี เขาอยากขีดเส้นใต้ไว้ให้ตัวเองกระตือรือร้น พอๆกับพูดไปเพื่อให้มันดูเท่ห์เท่านั้น เพราะตอนนั้นความฝันมันยังพวยพุ่งฟุ้งเต็มอากาศไปหมด ไม่คิดสักนิดว่าจะทำไม่ได้ เขาเชื่อมั่นในตัวเอง เอก ชิด และหนีด ว่ามีศักยภาพพอที่จะประสบความสำเร็จได้ นิวคิดอยู่เสมอว่าวงของเขาตอนนี้ คือวงที่สมบูรณ์ที่สุด จะขาดก็แค่นักร้องกับเวลาซ้อม เท่านั้น ที่ไม่ค่อยจะมีมากนัก แต่พอหนีดมาบอกว่าจะไปเล่นกลางคืนกับโอ่งและเก่ง เขาก็เริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นเด่นชัดขึ้น “โอ่งกะเก่งมันคงอยากได้ไอ้หนีดไปทำวงน่ะ..” เขาจำได้ว่าชิดเคยบอกเขา หลังจากเงียบดูสถานการณ์เรื่องนี้อยู่พักใหญ่ เกือบทุกอาทิตย์ที่ชิดกับเขาไปขลุกอยู่ที่บ้านโอ่ง โอ่งกับเก่งเป็นเพื่อนที่เอกรู้จักมาก่อน และได้ไปเล่นดนตรีงานเดียวกันสองครั้ง และเริ่มคบหากันมาเรื่อยๆ โอ่งเป็นมือกีตาร์ ส่วนเก่งเป็นมือเบส ทั้งคู่ไม่มีมือกลอง พอดีกับหนีดเองก็ยังว่างอยู่เพราะ วงเขาก็ไม่ค่อยได้มีเวลาให้กันมากเท่าไหร่ “ทุกอย่างมันประจวบเหมาะจริงๆ..” นิวคิดพลางลุกขึ้นคุ้ยที่เขี่ยบุหรี่ที่วางอยู่ตรงหน้า หาก้นบุหรี่ตัวที่ยาวที่สุดมาคาบไว้ ก่อนหยิบไฟแช็คมาจุดสูบอย่างบรรจง แต่เหมือนนิโคตินที่อัดเข้าไปตามความจุของปอดจะไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้นเท่าไหร่นัก เขาอัดบุหรี่อีกสองสามครั้งไฟแดงวาบก็ลามมาจนถึงขอบสีน้ำตาล พอความร้อนมาสัมผัสริมฝีปาก เขาก็ดับบุหรี่ก่อนระบายควันชุดสุดท้ายออกจากปาก ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เขานั่งนึกถึงการรักษาความสุขที่ว่าให้ยาวนานที่สุด โอ่งกับเก่งก็เป็นเพื่อน หนีดก็เป็นเพื่อน โอ่งกับเก่งเป็นนักดนตรีที่เขาชื่นชม เพราะทั้งคู่ เป็นในสิ่งที่พวกเขาเป็นไม่ได้ เพราะเขาไม่กล้าพอ ไม่กล้าที่จะยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความฝันเหมือนเพื่อนทั้งคู่ ความมุ่งมั่นขนาดนั้นไม่เคยเกิดในตัวเขา จนบางทีเขาอิจฉาด้วยซ้ำ โอ่งเป็นมือกีตาร์ที่เท่ห์มากในสายตาเขา เก่งเองก็เป็นมือเบสที่ดีคนหนึ่ง เขาเจอทั้งคู่ครั้งแรกในงานประจำปีที่เพาะช่าง เขาเห็นเก่งใส่เสื้อสาย สก็อตสีแดงกางเกงยีนส์สีดำ นั่งขัดกีตาร์เบสที่ทำให้เขาขัดใจ “แม่ง..ทำเป็นเล่นเบสสามสาย” แต่หลังจากงานวันนั้นผ่านไปประมาณปีหนึ่งเขาก็ได้เจอกัน และสนิทสนมขึ้นเป็นลำดับ เขาจึงได้รู้สาเหตุของการเล่นเบสสามสายในวันนั้นว่า “สายกูขาด กูไม่มีตังค์เปลี่ยนว่ะ” และวันนี้ก็ถึงวันที่เพื่อนทั้งสองคนกำลังจะได้ทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง คือการได้ทำอัลบั้มกับค่ายเทปยักษ์ใหญ่ ดูมีอนาคต ในขณะที่วงเขานั้น ย่ำอยู่กับที่มาหลายปีแล้ว งานก็ไม่มี รายได้ก็ไม่มี ฝันที่วาดไว้ก็ไม่เห็นมันใกล้สักที แล้วจะเอาเพื่อนมาดองไว้กับตัวทำไม? บุหรี่หมดแล้ว แต่อากาศในห้องยังร้อนอบอ้าวอยู่ อาจเพราะตอนเด็กๆเขาถูกพ่อเคี่ยวเข็ญให้เล่นกีฬา และมีนิสัยรักในการกีฬา จึงพอเข้าใจเรื่องของสปิริตอยู่บ้าง นึกถึงเพื่อนกับเพื่อน นึกถึงตัวเอง นึกถึงความคิดที่ว่าเพื่อนไม่น่ามาแย่ง “มือกลองของกู” แล้วจึงเข้าใจอะไรที่มันมีความหมายมากกว่านั้น เขาบอกตัวเองว่า “หนีดไม่ใช่มือกลองของกู..แต่มันเป็นเพื่อนกู..” .......................................................... ฝนหยุดตกแล้ว กลิ่นชื้นของไอฝนที่ระเหยขึ้นจากพื้นดิน ทำให้อากาศดูเย็นลงกว่าปกติ สามหนุ่มนั่งละเลียดเหล้าเข้าไปแบนที่สามแล้ว เริ่มออกอาการตามดีกรีของแอลกอฮอล์ขึ้นเป็นลำดับ ลูกค้าที่เข้ามาก่อนหน้านี้ก็ซุกตัวอยู่ที่โต๊ะตรงมุมร้านเหมือนเดิม ดูเหมือนลูกค้ากลุ่มนี้จะไม่เร่งรีบที่จะเพิ่มแอลกอฮอล์ในเลือดกันสักเท่าไหร่ เข้ม หมาหน้ามอมตัวใหญ่ประจำร้านส่ง เสียงเห่ายามที่ขี่จักรยานผ่านไปเป็นระยะ จนพวกเขาต้องออกเสียงเตือนกันตามแต่ความรำคาญ “ปล่อยไปข้างนอกก็ไปไล่กัดเขา” หมัดว่าหลังจากนิวออกความเห็นให้เปิดประตูปล่อยมันออกไปนอกร้าน วุธเดินไปส่งนำแข็งที่โต๊ะลูกค้าแล้วเดินเลยไปกดเปลี่ยนช่องทีวี นิวตักน้ำแข็งที่เหลืออยู่ในถังจนหมด เขาตัดสินใจนั่งเงียบไม่บอกใคร กะว่าถ้าใครจะเติมน้ำแข็งก็ต้องลุกไปตัก เพราะตอนนี้ความขี้เกียจที่เกิดจากความเมาเริ่มทำงานของมันอย่างซื่อสัตย์แล้ว “ไอ้ชัชเคยมาตีอยู่กับวงมึงด้วยใช่ไหม?” หมัดถามถึงชัช เพื่อนอีกคนที่เคยรวมกลุ่มกันอยู่พักใหญ่ แต่ตอนนี้ชัชกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของวง Bodyslam ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในตอนนี้ “อือม..” นิวซดเหล้าเข้าปาก “ก็เคยมาตีอยู่แต่ไม่นาน” “แล้วมันตีดีเหมือนตอนนี้ไหม?” “ดี..ไอ้ชัชแม่งตีดีอยู่แล้ว แม่งอึด” “ถ้าเทียบกะไอ้ตุ๊ล่ะ” “โห..ดูท่าไอ้ตุ๊จะกินยากว่ะ ไอ้ชัชมันซ้อมหนัก ขยัน ประสบการณ์อีก และก็อย่างที่บอก..แม่งอึด เคยมีอยู่งานหนึ่งไอ้ชัชแม่งเล่นร่วมสามสิบเพลง ไอ้ตุ๊ตีแปดเพลงก็รากเลือดแล้ว” นิวเล่า “แต่ไอ้ตุ๊มันเรียนมาอย่างถูกวิธีโน๊ตอะไรมันก็ดูจะแม่นกว่า แต่ว่าไอ้ ชัชมันก็รู้เรื่องพวกนี้อยู่เหมือนกัน” นิวออกความเห็น “แล้วมึงกะไอ้เก่งล่ะ” หมัดถาม “เอาจริงๆกูว่าไอ้เก่งมันเล่นดีกว่ากูนะ” นิวยอมรับ “แต่กูไม่ชอบซาวน์เบสมันเท่านั้นเสียงกลางแม่งเยอะ” “แถมตกไฟอีกต่างหาก” หมัดกับนิวหัวเราะกันครืนหนึ่ง เมื่อนึกถึงเพื่อนผิวเข้ม วุธเดินมานั่งที่จุดบุหรี่ก่อนยกแก้วขึ้นจิบ “เดี๋ยวไอ้ตุ๊มันเข้ามานี่หว่า เห็นมันบอกไว้” วุธว่า “เออ..วันนี้มันไม่มีเล่น” นิวนึกถึงตุ๊ ไปพลางก็ยกเหล้าขึ้นกระดกจนหมดแก้ว เขาเคยเห็นตั้งแต่ตุ๊เป็นเด็กตัวเล็กๆ ขี่จักรยานมาหาพี่ชายเขา ที่เป็นอาจารย์สอนกลอง แล้วอดขำไม่ได้ เขาเอื้อมมือไปล้วงหยิบน้ำแข็งในถังก่อนสบถออกมา “เหี้ยเอ๊ย!!” “ไปตักมาเลยมึง แม่งกะรอให้กูมาตักสิ เหี้ยจริงๆ” วุธว่าพลางส่ายหน้า นิวลุกขึ้นคว้าถังนำแข็งอย่างเสียไม่ได้ แล้วเดินออกหลังร้านไป .................................................... แกะพันธ์ร็อค (ต่อ) 4 /10 / 50เอกกะหนีด “อ๊ะ ๆๆๆ อย่าคิดนะว่ากูไม่รู้..” “ยังอีก เดี๋ยวเถอะน่า...” “มึงอย่านะ” “เกินเลยไปแล้ว เหอๆๆ” บทสนทนาประหลาดๆของสองหนุ่มที่เดินลงรถเมล์มาด้วยกัน คนหนึ่งร่างสูงใหญ่หน้าตาคมเข้ม ผมยาวประบ่า มือข้างหนึ่งหิ้วถุงกีตาร์ไฟฟ้า และสะพายกระเป๋าเป้สีดำ ส่วนอีกคนรูปร่างสันทัด ตัดผมสกรีนเฮด ใส่กางเกงขาสั้น ท่าทางหลุกหลิก อารมณ์ดีหน้าตาระบายยิ้มตลอดเวลา สองคนนี้มีชื่อว่า เอก และ หนีด เอกและหนีด เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ปวช. ที่โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ จนเรียนจบแยกย้ายกัน เอกไปเรียนต่อที่เพาะช่างด้านจิตรกรรม ส่วนหนีดเรียนต่อที่ช่างศิลป์ลาดกระบังสาขาจิตรกรรมไทย แต่ทั้งคู่ก็ยังติดต่อกันตลอด “แม่งจะมากันหรือยังวะเนี่ย” เอกเปรย “เล่นไม่ดีโดนกระทืบแน่มึง” หนีดว่า เอกหันมามองหน้าเพื่อนแล้วทำหน้าแปลกๆ หนีดพึมพำซ้ำๆว่า “โดนแน่กูๆๆ” “เดี๋ยวมึงจะโดนกูนี่แหละ” เอกทำเสียงแกล้งดุ หนีดหัวเราะร่วน สำเนียงการพูดของหนีดนั้นออกจะเพี้ยนอยู่สักหน่อย พูดด้วยเสียงเล็กๆซึ่งบางทีก็เร็วจนฟังไม่รู้เรื่อง เหมือนจะมีเพียงเอกคนเดียวเท่านั้นที่ฟังออก ยิ่งถ้าทั้งคู่คุยกันลำพังสองคนเมื่อไหร่ล่ะก็ คนอื่นอย่าหวังจะเข้าใจ เดินผ่านฟุตบาทแคบๆ ผ่านด้านข้างสถานีตำรวจทุ่งมหาเมตรมาเกือบสองร้อยเมตร สองหนุ่มจึงเดินขึ้นบันไดแฟลตตำรวจไปยังชั้นสาม ก่อนไปหยุดที่หน้าห้องหนึ่ง ที่มีเสียงเพลงของชาวเมทัลดังลอดออกมา ตูเช่ ชายหนุ่มผมยาวประบ่า หุ่นหนามาดแมน สวมกางเกงยีนส์สีดำรัดรูปเปรี๊ยะ เปลือยท่อนบน กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเนื้อเพลงจากปกเทปของวง sepultulla วงเมทัลจากบราซิล ขณะที่เอกกับหนีดเดินเข้าประตูที่เปิดอ้าอยู่ วางกระเป๋ากีตาร์และเป้ไว้ที่มุมห้อง ตูเช่เงยหน้ามาทักทายด้วยยิ้มกว้างพร้อมพยักหน้าหงึกๆ “โห...ซ้อมหนักๆ” เอกแซวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ตูเช่ยิ้มรับ ลึกๆในใจเขาแอบขำและสงสัยในน้ำเสียงของเอก ประมาณว่า “มึงจะเสียงดังทำไมวะ..!!?” “โหดเข้าไว้ อย่าให้มันฟังรู้เรื่อง เหอะๆ” หนีดเสริมอย่างกลัวน้อยหน้า ตูเช่ยิ้มกว้างกว่าเดิม หยุดร้อง และลุกขึ้นเดินไปด้านในก่อนเอาน้ำมาให้เพื่อน “นิวกะชิดล่ะ” เอกถาม “ยังไม่มา” ตูเช่ว่า เอกรับน้ำจากตูเช่ยกขึ้นดื่มตามหลังคำว่าขอบใจ “ยังงี้ๆๆมันไม่ถูกต้องงงง……” “ตกลงเล่นกันกี่เพลงเนี่ย” เอกถาม เพราะทั้งวงยังไม่เคยคุยกันว่าจะเอาเพลงไหนมาเล่นบ้าง จะว่าไปงานในวันนี้เป็นไงยังไม่รู้เลย จะมีคนไหม จะโดนตีนไหม ทุกอย่างยังคงซ่อนตัวอยู่ในมุมอับของความลับต่อไป “ยังไม่รู้เลย เช่ว่า เดี๋ยวเราไปซ้อมกันก่อนดีกว่า” ตูเช่ออกความเห็น “มันไม่ถูกต้องงงงง……” “เยี่ยมๆ ๆแถวนี้มีห้องซ้อมไหม” เอกเห็นด้วย “กูขอบอกว่ามันไม่ถูกต้องงงง…..” “เพี๊ยะ...!!” หลังจากที่เอกทนให้ไอ้หนีดรวนมาสักพัก ก็ต้องลงแรงสักหน่อยเป็นการรับมุกเพื่อนที่พยายามส่งอยู่ตลอด จนลึกๆเอกเริ่มรำคาญ การตบครั้งนี้เรียกเสียงฮาพอครึ้มๆ จากทั้งสามหนุ่มโดยเฉพาะหนีดที่เอามือลูบหัวป้อยๆ แต่ยังบ่นพึมพำคำเดิม “เหอะๆๆ ยังงี้มันไม่ถูกต้องงงง” “ยังอีกนะมึง” เอกดุขำๆ เขากับหนีดรู้จักและรักกันดีกว่าจะโกรธกันด้วยเรื่องล้อเล่นแค่นี้ และความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่นั้น ตูเช่เองก็รู้ดีว่าตนเองเข้าไปไม่ถึง ได้แต่นั่งขำอยู่วงนอก “แล้วเครื่องดนตรีเป็นไงก็ไม่รู้ …” หนีดถามเบาๆ เป็นครั้งแรกที่เขายอมคุยเรื่องงาน “ก็เห็นว่าดีนะ ไม่รู้สิ แต่เพื่อนเช่บอก เห็นมีตู้มาแชลหัวแยกด้วย กลองก็ประมาณ เพิร์ลนะแต่ไม่รู้ว่าตู้เบสของอะไร” ตูเช่รายงานตามที่รู้มาจากเพื่อน คนที่ติดต่อเขาไปให้เอาวงมาเล่น เขาก็เหมือนนักดนตรีทั่วๆไปที่อยากเล่นบนเวทีที่มีเครื่องดนตรีดีๆ “แต่เดี๋ยวเช่ว่าเราไปซ้อมแถวตรอกจันท์นี่แหละ เรียกความมั่นใจหน่อยดีกว่า” เขาเสริม “ดีๆๆๆ ไม่งั้นเดี๋ยวขึ้นไปพลาดบนเวที ฉิบหายแน่ๆ” เอกเห็นด้วย “และไอ้นี่มันยิ่งอยากเล่นเพลงใหม่อยู่” เอกบุ้ยไปทางหนีดที่นั่งยิ้มเผล่อยู่ที่เก้าอี้ด้านหลัง “เหอๆๆ มันต้องมีกันบ้างสิ..” หนีดยิ้มกรุ้มกริ่ม “เพลงอะไรวะ? จะมาเล่นเอาวันนี้เนี่ยนะ?” ตูเช่ถามอย่างไม่เชื่อว่าจะแกะเพลงกันทัน ........................................................ “CREEP?” นิวหันไปถามหนีดหลังจากได้ยินเต็มรูหู ที่เพื่อนพูดว่าวันนี้จะเล่นเพลงนี้ด้วย เขาเคยฟังเพลงนี้แล้ว วงRADIO HEADเจ้าของบทเพลงเขาก็ชื่นชอบ แต่ที่ถามย้อนกลับคือ เขาไม่แน่ใจที่เพื่อนพูดว่า จะเล่นเพลงนี้ในวันนี้เท่านั้น “เฮ้ย ยังไม่เคยซ้อมกันเลยนะ” เขาแย้ง “โห่...นิวแม่งไม่เคยใจกะกูเล้ยยยย” หนีดบ่นยิ้มๆ “เฮ้ย..เช่ร้องไม่ไหวหรอกเพลงนี้น่ะ ถ้าเล่นเบสล่ะพอได้” เช่ว่า ปกติเขาจะเป็นคนที่ชอบเพลงทาง เมทัล มากที่สุด และมีฝีมือในทางกีตาร์อยู่พอสมควร แต่ในสำหรับหน้าที่ในวงนี้เขาเป็นนักร้อง และถ้าต้องร้องเพลงที่มีกลิ่นอายไปทางอังกฤษมากๆ เขาก็ไม่ไหวเหมือนกัน “เฮ้ยยย...มันง่ายนิดเดียว ท่อนฮุคมี แอ่น แอ่ด ด้วยนะ ไม่ป็อบหรอก” หนีดพยายามขายเพื่อน เอกกับชิดยืนเงียบไม่แสดงความเห็น “ไหวไหมวะเอก?” นิวหันไปถามเอก หาแรงสนับสนุน “มันก็ไม่ยากหรอก แต่ร้องแม่งก็เอาเรื่องเหมือนกันว่ะ” เอกว่า “ลองซ้อมดูก่อนละกัน….” นิวสรุป หาทางออกให้พอใจกันทุกฝ่าย แต่ดูเหมือนหนีดจะเป็นฝ่ายที่พอใจที่สุด “มันต้องงี้สิ..จะมามัวโหดกันอยู่ได้ เหอะๆ รับรอง เพลงนี้หญิงติดแน่เหอะๆ” ....................................................... “สวยไหม?” หมัดถามนิวถึงผู้หญิงที่มาชอบเอกกะหนีดอย่างสนใจ “สวย..” “แม่งง เหี้ย จริงๆ” หมัดสบถอย่างไม่มีเหตุผลปนความอิจฉา คว้าขวดเหล้ามารินใส่แก้วที่มีโค๊กเหลืออยู่หน่อย อย่างมีอารมณ์ “แล้วตกลงใครเป็นคนร้องวะ RADIO HEAD น่ะ” วุธถาม ก่อนหันไปส่งสายตาแซวหมัดทำนองว่า “ไหนบอกไม่แดกไงมึง” “กูสิ...เหี้ย” นิวว่า “แม่ง..ร้องได้อยู่ประโยคเดียว ที่เหลือมั่วหมด” “แล้วคนดูเขาไม่ด่ากันเหรอวะ” วุทถาม “กูไม่รู้ กูทำได้แค่นี้ แต่คนแม่งกรี๊ดกันใหญ่นะมึง” “แต่ไม่ได้หญิง” หมัดสวน “เออสิ...พูดแล้วกูยังโมโหอยู่เลย กูนี่ทั้งเล่นทั้งร้อง ไอ้หนีดแม่งตี กลองก็หลุด ตีผิด แถมอยู่หลังสุดอีกต่างหาก แต่เสือกมีสาวๆไปกรี๊ดมันข้างเวทีเลย” “ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” วุทถาม “ก็แม่ง..ช่วงนั้นมันแต่งตัวจัดจ้าน ตีกลองไปก็หันไปยิ้มให้สาวๆไปพูดแล้วมันน่าเจ็บใจ” นิวค่อนแคะอดีตอย่างเหลืออด “อิจฉาสิมึง” วุธจี้ใจดำ “เออ..กูยอมรับ ..ใช่ไหมไอ้หมัด” นิวรับหน้าด้านๆ และหันไปหาแนวร่วม “ถูก...!!!” หมัดรับอย่างภูมิใจ “แล้วไอ้เอกล่ะ?” วุธถามถึงเอกเพราะไม่มีแววว่าจะเป็นอย่างหนีด “ขานั้นเขามานิ่มๆ ขรึมๆ” นิวตอบ “แล้วก็เอาไปแดก” “ขอดื่มให้ความระยำของเพื่อน..” หมัดยื่นแก้วเหล้ามาตรงหน้านิว ที่ไม่ปฏิเสธที่จะชนแก้วแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิง คือเมื่อไหร่ก็ตามที่ทั้งคู่เห็นเพื่อนคนใดคนหนึ่งในกลุ่มมีแฟนหรือมีผู้หญิงมาติดพัน เมื่อนั้นแหละ ที่เพื่อนคนนั้นจะได้รับศักดินา เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่อยู่มาแต่โลกดึกดำบรรพ์ไปทันที พวกเขาไม่ได้คิดอิจฉาเป็นจริงเป็นจัง แต่จะว่าไปเรื่องล้อเล่นนี้ก็มีส่วนที่มาจากจิตใต้สำนึกเช่นกัน “แล้วไอ้หนีดมันแต่งตัวอย่างทุกวันนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” “อือม...ก็ตั้งแต่กูรู้จักมันน่ะแหละ” นิวนิ่งนึกอยู่สักพัก “แต่ช่วงแรกๆก็ยังไม่เท่าไหร่นะ ..ปีแรกนี่กูยังพอรับได้ แต่พอแม่งเริ่มทำหัวสีชมพูนี่กูเริ่มไม่ไหวเหมือนกัน” “แม่งคิดได้ไงวะ หัวสีชมพู” หมัดบ่นอย่างไม่สนับสนุนความคิดนี้แน่นอน “แถมกระเป๋าแม่งเป็นสีแดงคาดเหลืองเลยนะมึง มีลายโดเรมอนด้วย เป็นกระเป๋าสะพายแบบนักเรียนญี่ปุ่นน่ะ มึงนึกออกไหม” นิวเล่าต่อหมัดพยักหน้ารับ “กูพยายามจะไม่นึกอยู่ว่ะ” วุธเริ่มขำ เหล้าในแก้วไหลตามแรงโน้มถ่วงลงคอไปจนหมด “แล้วไอ้เอกล่ะ เอาด้วยไหม?” “เฮ้ยขานั้นเขาแต่งขรึมๆ ทึมๆ ดำเข้าว่า ออกแนวโหดท่าเดียว ไอ้เอกเป็นคนเดียวที่ตูเช่นิยมชมชอบในรสนิยมการแต่งตัว แบบพวกตัดผมอันเดอร์คัต ใส่กางเกงทหารตัดขา ไม่ก็ยีนส์สีดำฟิตๆ ร้องเท้าไฮเทคอะไรแบบนี้” นิวเล่าอย่างเมามัน เพราะเขาเองก็เคยนิยมสไตล์นี้ของเอกอยู่เหมือนกัน “พวกสปีดนี่หว่า..?” วุธออกความเห็น “ก็เห็นไอ้พวกเหี้ยนี่ชอบเรียกว่า เอก DEATH ใช่ไหม?” “เออ..แล้วแม่งเดินด้วยกัน มึงลองนึกดู คนนึงใส่เสื้อวอร์มสีแดงหัวสีชมพู สะพายกระเป๋าสีแดงเหลืองลายโดเรมอน อีกคนใส่เสื้อดำกางเกงลายพราง ผมยาวตัวใหญ่ และแม่งเดินคุยกันกระหนุงกระหนิง ภาษาเหี้ยอะไรก็ไม่รู้” นิวเล่าไปก็ส่ายหัวไป “เวลานอนต้องนอนกอดกันด้วยนะ” วุธเล่าบ้างอย่างขำๆ เขาเคยคลุกคลีอยู่กับเอกและหนีดมากกว่าหมัด ทั้งคู่เคยมานอนที่ห้องเช่าของชิดที่วุธอาศัยอยู่ด้วย “เมื่อก่อนไอ้เอกมันผอมๆดีอยู่หรอก ตอนนี้สงสัยแม่งกอดกันไม่ไหวแล้ว” นิวนึกถึงเอกเมื่อราวสิบปีก่อน ที่หุ่นยังสะโอดสะอง น้ำหนักประมาณ เจ็ดสิบห้า สูงร้อยแปดสิบห้า แต่ตอนนี้สิ แม่งสูงเท่าเดิมแต่เพิ่มน้ำหนักมาเกือบเท่าตัว “เห็นมันเคยลดน้ำหนักอยู่พักนึงนี่หว่า” หมัดว่าหลังจากชงแก้วที่สามของตัวเองเรียบร้อยแล้ว “นั่นมันนานแล้ว แต่กูก็ยอมรับใจมันนะ แม่งบอกแม่งจะลดความอ้วน แม่งก็แดกแต่ผักเป็นเดือน ลดลงมาทีเกือบยี่สิบโลนะมึง” เรื่องความเด็ดเดี่ยวสำหรับเอกนั้นเป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อนๆว่า ถ้าลองตัดสินใจทำอะไรแล้วเอกจะเอาจริง เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง เหมือนตอนปีแรกๆที่อยู่ด้วยกัน นิวเคยเห็นเอกใช้ยาเสพติดอยู่พักหนึ่ง กำลังคิดอยู่ว่าจะเตือนเพื่อนยังไงดี เอกก็ตัดสินใจเลิกซะก่อน พร้อมให้เหตุผลว่า “ติดยาแล้วเล่นกีตาร์ไม่ไหว” แล้วมันก็เลิกซะง่ายๆอย่างนั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลึกๆแล้วนิวเองก็เชื่อเหลือเกินว่าที่วงยังคงสภาพอยู่ ยังทำงานกันได้ และไม่ล้มเลิกเหมือนวงของเพื่อนๆหลายๆวงก็เพราะ เอกนี่แหละ ที่ยังคงมีความมุ่งมั่น และส่งต่อความรู้สึกนั้นมาให้เพื่อนๆได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งข้อนี้ทั้งเขาและชิดคิดตรงกัน “แต่ตอนนี้มันคงไม่คิดจะลดแล้วมั๊ง” หมัดว่าก่อนหันไปหานิว เขาไม่ตอบอะไรมากไปกว่าพยักหน้าหงึกๆ ทั้งสามเริ่มสนใจในภารกิจที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น เริ่มดื่มกันเป็นกิจจะลักษณะขึ้นทุกที แบนแรกหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากเปิดแบนที่สองได้ไม่นาน ลูกค้าสี่ห้าคนก็เดินเข้ามาในร้าน เลือกนั่งโต๊ะด้านในสุดในห้องพูล วุธเดินไปรับออเดอร์ก่อนเดินกลับมาบอกนิวกับหมัดที่เคานเตอร์ว่า “แสงแบนโซดาสองน้ำหนึ่ง..” หมัดเดินไปหยิบของที่สั่ง ในขณะที่นิวกำลังลงบิล อย่างรู้งานกัน เพราะที่นี่เป็นเหมือนบ้านที่เพื่อนๆมีไว้นัดเจอกัน และพวกเขาเองก็ขลุกอยู่ที่นี่มาไม่ต่ำกว่าห้าปีแล้ว วุธเดินลำเลียงเหล้าโซดาไปให้ลูกค้า หมัดหยิบผ้าขี้ริ้วผืนเล็กๆขึ้นมาเช็ดหน้าเคานเตอร์จนแห้ง ก่อนหันมาถามนิวพอได้ยินกันสองคนว่า “แล้วไอ้หนีดไปอยู่ เอบี ได้ไงวะ??!” ………………………………………… June 17 sleepingsheep แกะพันธ์ร็อคความใน ก่อนอื่นผมต้องขอเป็นตัวแทนของวง ขอบคุณทุกคนที่สนใจเพลงของเรา และหนังสือเล็กๆเล่มนี้คือสิ่งที่เราตั้งใจจะมอบให้กับทุกคนที่อุดหนุนผลงานของเรา (เฉพาะในงาน FAT ครั้งที่ 5) นับว่าเป็นของกำนัลจากพวกเรา Sleepingsheep ชิ้นหนึ่ง และเป็นที่ระลึกสำหรับเทศกาลดนตรีดีๆแบบนี้ “เมื่อไหร่เพลงมึงจะเสร็จ?” เป็นคำถามที่ผมได้ยินมาไม่ต่ำกว่าสิบปี ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อน พี่ๆน้องๆ ทั้งหลาย ที่ผ่านมาผมทำได้แค่ยิ้มรับ หันหน้าหนี พร้อมกับแอบกลืนก้อนสะอื้นไว้ใน ลำคออย่างแนบเนียน การมีวงดนตรีสำหรับผมนั้น เป็นอะไรที่ใช้บำบัดและชักจูงชีวิต ให้เป็นผู้ เป็นคนอย่างคนอื่นเขา และสำหรับเพื่อนของเราบางคน มันอาจเป็นสาระเดียวใน ชีวิตก็ได้ ผมและเพื่อนๆ ไม่ได้ก้าวผ่านความยากลำบาก หรือต้องฝ่าฟันอุปสรรค อะไรมากนัก ไม่ได้มีอะไรจะเล่าถึงวีรกรรมที่น่ายกย่อง ไม่ได้มีคุณค่าที่จะจุดประกาย ความฝันให้ใคร แต่เราก็แค่ “ยังอยู่ด้วยกัน” นั่นดูจะเป็นสาระเดียวของพวกเรา เป็นสาระ ที่ทั้งผมและเพื่อนได้ผ่านมันมาด้วยความอดทนอย่างมหาศาลเพราะหนทางที่เราเดิน นั้นมันช่างริบหรี่และยาวนาน แต่เราก็คอยแบ่งปันน้ำมันลงในตะเกียงแห่งความหวัง ของกันและกัน ที่แม้ไม่ลุกโชติช่วงแต่ก็ขออย่าให้มันดับลงเป็นพอ และในบางครั้งเรา ก็พยายามตะโกนใส่กันเองอย่างหลอกลวงว่า “มึงทำได้!!” บางทีมันก็ช่วยได้เยอะ เราอาจไม่ได้ทุ่มเทเหมือนคนอื่นๆ แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าพวกเรามีดีที่ความ อดทน อย่างน้อยเราก็อดทนจนได้มาซึ่งฝันแรกที่เราเริ่มและร่วมกันวาดมันเอาไว้ “ตายตาหลับได้สักที” ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ อาจไม่ได้มีคุณค่าทางวรรณกรรม นั่นเพราะผมไม่ใช่ นักเขียน และไม่ได้วาดหวังรางวัลใดๆจากการเขียน มันอาจหาข้อดีเลยไม่ได้ด้วยซ้ำ จะทำได้ก็แค่บอกเล่าเศษเสี้ยวเรื่องราวของเราให้ได้ฟังกันเล่นๆเท่านั้น แต่ผมก็ยังทะลึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ผมกับเพื่อนๆใน Sleepingsheep น่าจะได้ “เพื่อน” เพิ่มขึ้นจากหนังสือเล่มนี้ หรืออย่างน้อยก็ได้รู้จักกันมากขึ้นอีกนิด ได้ใกล้ชิดกัน เข้าไปอีกหน่อย และขอให้ทุกคนที่มีความฝันจงพยายามต่อไป ถ้าไม่รู้จะพยายามอย่าง ไร ก็ขอให้ จงอดทน ท่องไว้ครับ จงอดทน แล้ววันหนึ่งถ้าไม่ตายเสียก่อน ความฝันนั้น อาจเลี้ยวเข้ามาทักทายคุณบ้างก็ได้ ขอให้ทุกท่านมีความสุข anachitana / Sleepingsheep *************************************************************************************************
“เพลงกูเสร็จแล้วว่ะ”
**********************************************************************
Sleepingsheep “แกะพันธ์ร็อค..!!”
บทนำ
“วันนี้ไม่มีงานอะไรเหรอวะ?”
วุธร้องถามนิวขณะปิดประตูหลังร้าน ที่พวกเขาเรียกกันเองว่า hesheit (อ่านว่า
ฮี-ชี-อิท)ร้านเหล้าขนาดกำลังดีที่มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และหมา เป็นเจ้าของร้าน แต่เวลาที่ดี
กรีเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณเกินพอดีเมื่อไหร่ ไอ้ผู้ชายผู้หญิงที่ว่า ก็กลายสภาพเป็นหมา
ได้อย่างสมบูรณ์ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ก่อนไม่ได้ตอบอะไรเพราะรู้ว่าเพื่อนคงรู้คำตอบอยู่แล้ว
ระยะหลังมานี่งานเขายุ่งมากจนแวะเวียนมาที่นี่ได้ไม่บ่อยเหมือนเคย ทุกครั้งที่มาก็หมาย
ความว่าเขาว่างพอ
วุธเดินเลาะหลังเคาน์เตอร์ตรงไปยังห้องน้ำ ที่มีผนังปูนขัดมันและโมบายลาย
หอยทะเลน่ารักห้อยกรุ๊งกริ๊งอยู่ด้านหนึ่ง
“ฝนแม่งตกหนักชิบหาย” วุธพึมพำหลังล้างหน้าล้างตาเสร็จ ฝนตกกระหน่ำอย่าง
นี้มาได้สักพักหนึ่งแล้ว หลังจากที่มีเมฆดำตั้งท่ามาตั้งแต่บ่าย
“แต่อากาศดีนะมึง”
นิวบอก ทั้งที่จริงๆแล้วเขาโคตรเกลียดหน้าฝนเลย เมื่อก่อนการขึ้นรถเมล์ในเมือง
หลวงตอนฝนตกหนักๆในช่วงเวลาเร่งด่วนนั้น มันทั้งร้อน อึดอัด และใช้เวลานาน ทรมาน
เหลือหลาย แต่ตอนนี้เขามีรถแล้ว และมันทำให้เขาไม่ต้องไปแย่งอากาศในรถเมล์กับใคร เสีย
ตรงที่รถของเขาทำหน้าที่ได้เพียงอย่างเดียวคือเป็นยานพาหนะส่วนตัวสำหรับเดินทาง เรื่องจะ
เอาไว้เชิดหน้าชูตาเหมือนคนอื่นๆคงยากถ้าดูจากสภาพรถ แต่หลังจากที่มีรถ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ
ต่อความรู้สึกทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นในหน้าฝนอีกเลย
วุทเดินเลี่ยงไปหยิบที่เขี่ยบุหรี่มาวางก่อนควักมวนขาวๆจากกล่องเหล็กมายัดใส่ปาก
เสยผมไล่ละอองน้ำที่เกาะอยู่ตามไรผมเสียทีหนึ่ง
“กินเหล้าไหม..?” นิวถาม วุธยิ้มเป็นคำตอบทั้งที่ยังคาบบุหรี่อยู่
“แต่วันเลยนะมึง…!!”
.....................................................
“มึงจะใส่โค๊กทำไมวะแค่นั้นน่ะ” วุธถามเมื่อเห็นนิวออกอาการเหยาะโค๊กลงในแก้ว
เหล้า ที่มีโซดาผสมอยู่ก่อนแล้ว
“ให้มันมีกลิ่นเสียหน่อย” เขาแย้ง “บุหรี่ตัวสิ”
“บางทีกูเห็นมึงก็ไม่ใส่” หยิบกล่องบุหรี่ยื่นให้เพื่อน
“นั่นแสดงว่าโค๊กหมด” นิวว่าพลางจุดบุหรี่สูบ เขาหยีตานิดหนึ่งเมื่อควันบุหรี่ย้อนกลับ
ขึ้นมาที่หน้า
“ไม่ก็เมามาก..” วุธเสริมก่อนที่คนทั้งคู่จะยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน
“แล้วนี่ไอ้ชิดมาไหม?”
“ไม่รู้ว่ะ...ติดต่อมันยากฉิบหาย”
ท้ายประโยคนิวพูดติดอารมณ์นิดๆ เพราะนึกถึงเพื่อนสนิทที่ถูกถามถึง สองวันก่อนที่
เขาจะมาที่นี่ เขาพยายามติดต่อมันทุกทางแต่ก็ไม่รู้มันไปอยู่ไหน เป็นตายร้ายดียังไง อยู่ดีๆก็หาย
ไปไม่บอกกล่าว ว่ากันว่ามันหายไปตังแต่สามวันก่อน ที่เพื่อนๆกินเหล้าอยู่ที่ร้านอยู่ดีๆมันก็ลุกขึ้น
แล้วเดินออกไปในความมืด...แล้วหายไปเลยจนบัดนี้ แต่มันก็เป็นอย่างนี้มาตลอดสิบกว่าปีที่คบ
กัน คือมีเรื่องให้แปลกใจตลอด เสมอต้นเสมอปลายจริงๆ พอคิดได้ดังนี้ก็เลยไม่รู้จะโกรธมันทำไม
“แล้วเพลงพวกมึงวางแผงเมื่อไหร่วะ?” วุธถามเรื่องงาน ก่อนยกแก้วขึ้นซดน้ำสีทองไป
ค่อนแก้ว
“พรุ่งนี้ คงวางในงาน Fat เลยน่ะ”
“ถ้าเกิดพวกมึงดังขึ้นมามึงจะทำไงกันวะ”
วุธแหย่ คำถามนี้พวกเขาเคยพูดกันเล่นๆมาแล้วหลายครั้ง มันเป็นอะไรที่แค่คิดก็สนุก
แล้ว แต่สำหรับนิวนั้นลึกๆเขาก็ยังหวังกับงานชิ้นนี้ เพราะฝันมานานหลายปี แต่เขาเป็นคนรู้
อารมณ์เพื่อนดี ถ้าเพื่อนแหย่มาก็สนุกกลับ เอาขำนำหน้าไว้ก่อนเพื่อความรื่นรมย์
“กูก็ไม่แปลกใจหรอก หล่อกันซะขนาดนี้” นิวตอบยิ้มๆ ระบายควันบุหรี่เล่นเป็นทางยาว
“ถ้าพวกมึงมาดังตอนนี้ล่ะฮาแน่” วุธว่า
“สามสิบยังแจ๋วจริงๆทำเพลงมาหลอกขายเด็กอีกทศวรรษหนึ่งได้”
สิ้นประโยคก็หัวเราะกันครืนหนึ่งพอครื้นเครง วุธคีบน้ำแข็งจากถังอลูมิเนียม หยอดใส่
แก้วตัวเองและเพื่อน ตามด้วยเหล้าและโซดา
“มึงเหยาะโค๊กเอาเองละกัน”
วุธบอกนิว ก่อนยื่นแก้วมาวางไว้ตรงหน้า นิวมองนิดหนึ่งพอคะเนด้วยสายตาสำรวจ
ปริมาณเหล้าที่เพื่อนเติมให้ว่ามากน้อยแค่ไหน ก้อนหยิบโค๊กเหยาะลงไป
“แล้วไอ้เหี้ยหมัดล่ะ?” นิวถามถึงเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่เขาเติมตำแหน่งให้เสร็จ
“เดี๋ยวก็มา”
วุธตอบพลางหันไปง่วนกับคอมพิวเตอร์ ควานหาเพลงดีๆมาขับกล่อมยามดื่มสุรา
แว่บหนึ่งที่วุธนึกขึ้นมาว่า จะเปิดเพลงอะไรให้เหมาะกับบรรยากาศตอนนี้ดี แต่เหมือนมันวิ่งเข้า
มาแล้วก็ถูกความขี้เกียจไล่ออกไปอย่างรวดเร็ว เพลงที่เปิดก็เลยกลายเป็นเพลงอะไรก็ได้ช่างมัน
วุธเห็นเพลงในโปรแกรมที่มีเป็นพันๆเพลงแล้วก็นึกถึงงานเพื่อน อีกหน่อยกูต้องเปิด
เพลงเพื่อนแล้วหรือนี่ เอ..นี่กูกำลังกินเหล้ากับว่าที่ศิลปินนี่หว่า..เขาคิด.. คิดได้ดังนั้นก็ยิ้มในใจ
แต่นึกดูอีกทีว่าตั้งแต่รู้จักกันมาเจ็ดแปดปีก็เห็นมันทำเพลงกันแล้ว เขาละสายตาจากหน้าจอ
คอมพิวเตอร์แล้วหันมาหาเพื่อน
“พวกมึงทำเพลงกันมากี่ปีแล้ววะ?”
********************************
“ต้องการมือกีตาร์ กลอง นักร้อง แนว METAL, GRUNGE, PUNK
อายุ 17-20 ปี สนใจติดต่อ นิว 398-35XX”
ข้อความสั้นๆแต่ได้ใจความนี้ปรากฎหราอยู่ในหนังสือ Quiet Strom ราวๆปลายปี 92
หนังสือแห่งสาวกหนักกะโหลก ชุมนุมชาว HEAVY ในสมัยนั้น เดาได้ไม่ยากว่าคนที่ลงข้อความ
นี้ถ้าเล่นดนตรีก็คงเป็นมือเบสอย่างแน่นอน
นิวเปิดหนังสือหน้านี้อยู่หลายรอบด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เขารับโทรศัพท์แล้ว
สามครั้ง ครั้งหนึ่งเป็นคนโทรมาสมัครเป็นมือกีตาร์ เมื่อวันก่อนแต่เบอร์ที่เขาทิ้งไว้ให้กลับติดต่อ
ไม่ได้ ส่วนอีกคนเขานัดไปเจอกันแล้วเมื่อวาน ฝีมือดีทีเดียว ท่าทางประสบการณ์จะมากโขอยู่
ติดแต่ว่าหมอนี่ดูจะแรงไปนิด จิมมี่ เฮนดริกเข้าเส้น สำเนียงใช่ แถมติดยาเหมือนกันอีกต่างหาก
ส่วนอีกคนก็ติดราคาคุยซะมากกว่า ให้เล่นอะไรก็เล่นไม่ได้ พอเข้าไปห้องซ้อมกันก็หน้าซีดเป็นไข่
ต้ม ตอนนั้นเขาคิดว่า ถ้าฝืนคาดคั้นกันต่อไปไอ้หมอนี่ต้องร้องไห้แน่
ก่อนหน้านั้น นิว เพิ่งตัดสินใจยุบวงที่มี หนุ่ม หนุ่ย และชิด เป็นสมาชิกด้วยเหตุผล
ง่ายๆ ที่ผู้ใหญ่ชอบเรียกกันว่า การยอมรับความจริง..
แต่ความจริงก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดฝัน เขาเริ่มมองเห็นปัญหาของวงได้สองสามเดือน
แล้ว เริ่มจากการขาดซ้อมของบางคน กับทักษะที่ขาดการต่อเติมอย่างถูกวิธี และที่สำคัญขาด
แรงบันดาลใจอย่างรุนแรง เขาจึงโทรไปบอกรุ่นพี่ที่เป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ให้ช่วยลงประกาศ
หาสมาชิกให้ โดยหวังจะได้เจอคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่มีความฝันและคุยภาษาเดียวกัน อีกทั้งยัง
เป็นการก้าวสู่โลกภายนอก เพื่อสำรวจดูว่าคนวัยเดียวกัน เขาก้าวไปถึงไหนกันแล้ว
“....หาประสบการณ์..”
เขาบอกเพื่อนๆอย่างนั้น ทั้งที่ในใจเขารู้สึกว่ามันไม่ต่างอะไรกับการบอกเลิกผู้หญิงที่คบ
กันมาประมาณปีหนึ่ง แล้วลงท้ายด้วยการบอกหล่อนด้วยเสียงเศร้าๆว่า
“เราคงไปกันไม่ได้…..”
แต่เขาไม่รู้หรอกว่า ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมที่เกิดขึ้นนั้น ชิดมือกีตาร์อีกคนของวงได้
เฝ้าดูทุกอย่างเป็นไปอย่างเงียบเชียบ....!!
วันอาทิตย์ถัดมา นิวแต่งตัวออกจากบ้านราวๆเที่ยง เขาเดินเอาหัวตากแดดแรงๆที่ส่อง
ลงกลางกระหม่อมด้วยความตื่นเต้นและรีบเร่ง สองวันก่อนเขาได้รับโทรศัพท์จากชายที่ชื่อเอกและ
หนีด ที่แสดงเจตจำนงว่าต้องการทำวงดนตรีในแนวนี้ เอกบอกว่าตัวเองเล่นกีตาร์ส่วนหนีดตีกลอง
และทั้งคู่เล่นด้วยกันมานานแล้วแต่ไม่เคยมีมือเบสสักที เขาได้คุยโทรศัพท์กับทั้งคู่ประมาณห้านาที
ก็นัดแนะมาเจอกันที่ห้องซ้อมดนตรีแถวพัฒนาการ ที่เขาเคยซ้อมกันเป็นประจำกับวงเดิม
นิวรีบจนไม่ทันได้สังเกตว่าท้องฟ้าที่ดวงอาทิตย์กำลังแผดรัศมีของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
ตามหน้าที่ของมันนั้น มีสีฟ้าเข้มและดูกว้างใหญ่กว่าทุกวัน..
“ไอ้สองคนนี้มันเพี้ยนๆ”
เป็นสิ่งที่นิวสรุปหลังจากนึกถึงการสนทนาทางโทรศัพท์กับสองหนุ่มนิรนาม พาลให้คิด
ว่าการเดินทางไปดูตัวกันในวันนี้คงจะเหลวเหมือนสองครั้งแรก แต่เมื่อวานชิดโทรมาหาและ เขาก็
บอกชิดว่า นัดกับเอกและหนีดไว้ว่าจะมาลองออดิชั่นกัน ก่อนวางสายชิดบอกเขาว่าจะมาดู....
“อย่างน้อยก็ได้ออกมาเจอเพื่อนละวะ…”
เขาคิดถึงผลในทางดีว่าถ้าวันนี้ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนสองครั้งก่อนเขาก็ยังได้เจอ
ชิด นิวเดินเข้าไปในตึกแถวสามชั้นเก่าๆ ผ่านทางเดินแคบๆที่มีกองรองเท้าอยู่ห้าหกคู่ตรงบันไดทาง
ขึ้น แต่ก่อนที่กลิ่นอับๆจะเดินทางถึงปลายจมูก เขามองเห็นรองเท้าของชิด
“หวัดดีครับ”
“หวัดดีครับ เฮ่ย..ไม่ต้องไหว้ รุ่นเดียวกัน” นิวรีบรับไหว้หลังจากเอกกับหนีดยกมือไหว้เขา
ก่อน เขาใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นท่าทางอารมณ์ดีของทั้งสอง เอกอยู่ในเสื้อสีดำสกรีนรูปวงต่างชาติ ใส่กาง
เกงลายพรางขาสี่ส่วน ผมยาวประบ่า ส่วนหนีดอยู่ในกางเกงยีนส์ตัดขา เสื้อโทนเดียวกับเอก ผมหยัก
ศกยาวพอกัน แต่ตัวเล็กกว่าเอก จากการคะเนของเขาเอกน่าจะสูงพอๆกับเขาหรือสูงกว่า ก็คือไม่ต่ำ
กว่าหกฟุตแน่นอน
นิวหันไปทักทายชิดและแนะนำให้รู้จักกัน ทั้งสามคนคุยกันบ้างแล้ว สิบห้านาทีต่อมาสี่หนุ่ม
หัวใจร็อคก็ลงไปลองซ้อมด้วยกันเป็นครั้งแรก โดยไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกหลายปีทีเดียว
****************************************
(อ่านต่อครั้งหน้าครับ)
March 04 มวลชนมวลชน มวล (มวน) ว. หมายถึง ทั้งหมด ทั้งสิ้น ทั้งปวง (จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542) มวลชน (ก็คือ มวล + ประชาชน) ก็น่าจะมาจาก ประชาชนทั้งหมด หรืออีกนัยก็น่าจะหมายความว่าประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ทั้งหมด เรียกว่าถ้าเป็นปัญหาในหมู่บ้าน มวลชนก็ต้องเป็นคนทั้งหมู่บ้าน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง ถ้าเป็นปัญหาระดับประเทศก็ทำนองเดียวกัน แต่ปัจจุบัน มวลชน คือ คำที่ได้ยินกันบ่อย (ในสังคมระบอบประชาธิปไตยแบบสุกๆดิบๆ)จนพลอยให้เกิดอาการสะอิดสะเอียน ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่ได้มีใจความขัดแย้งกับ “ท่าน..” ผู้ใดโดยเฉพาะ เพียงแต่มันเอียนครับ เอียนจนผมเสียดายข้าวแกงราคาถูกที่หามาเลี้ยงปากท้องได้อย่างยากลำบาก ด้วยกลัวว่ามันจะขย้อนออกมาเมื่อได้ยินคำนี้ ครั้งจะกอบมันกลับใส่จานแล้วซัดเข้าไปใหม่ก็เห็นท่าจะไม่ไหวครับ ละอายใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสยามประเทศ หรือ Land of Smile. ที่ฝรั่งเรียกขานในอดีตกาลนั้น มันเป็นปัญหาเรื้อรังที่อดคิดไม่ได้ว่า มีผลมาจากการ “เอาแต่นั่งยิ้ม” กันพร่ำเพรื่อไปหรือเปล่า มีปัญหาอะไรก็ยิ้ม ใครจะโกงใครก็ยิ้ม หรือ กูโกงใครมาก็ยิ้ม..!! เข้าเรื่องสักหน่อยดีกว่า ท่ามกลางความขัดแย้งที่ดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือข่าวสารต่างๆ ส่งผลให้เห็นว่าคนไทย (ส่วนหนึ่งซึ่งไม่มาก) กำลังจะถูกแบ่งเป็น 2 พวกครับ 1. พวกที่ไม่ชอบนายกฯ 2. พวกที่ชอบนายกฯ พวกแรก ก็จะเห็นได้จากการชุมนุมที่ร้อนแรง สังเกตให้ดีจะรู้สึกได้ว่าสื่อจะนำเสนอคนกลุ่มนี้ไปในทาง ส่อถึงความรู้สึกรุนแรง ออกแนวตัวโกงว่างั้น คือนายกฯทำอะไรกูก็ไม่ชอบ ก็มีเหตุผลและข้อมูลหลายอย่างที่ทำให้นายกฯขาดความน่าเชื่อถือ ก็จะชุมนุนมกันไปเรื่อยๆจนกว่านายกฯจะลาออก ยอดรวมผู้มาชุมนุมสูงที่สุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ท้องสนามหลวง ก็กว่าแสนคน พวกหลังก็คือกำลังใจ คือกองเชียร์นายกฯ ให้สู้ต่อไป จะถูกจะผิดกูไม่รู้แต่กูรักของกู และว่าหามีใครในเมืองไทยที่จะบริหารบ้านเมืองได้ดีเทียบเท่านายกฯท่านนี้ไม่ ล่าสุดก็มีการแสดงพลังกันหลังจากที่เรียกตัวเองว่าพลังเงียบมานาน มีผู้ร่วมชุมนุมกว่าแสนคนเช่นกันในวันที่ 3 มีนาคม 2549 ฝ่ายต่อต้าน บอกว่า นายกฯฝืนกระแสความต้องการของมวลชน ฝ่ายนายกฯ ก็บอกว่า มวลชนต่างหากที่ยังต้องการนายกฯอยู่ ก็เถียงกันไป ..!! ไอ้ผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเชื่อว่า นี่คือวิถี หรือความน่าจะเป็นไปของระบอบประชาธิปไตย แต่ที่ทำให้หงุดหงิดใจจนต้องระบายผายลมออกมาบ้างนั้น เพราะเริ่มรู้สึกว่ามัน “เลอะเทอะ” ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะแสดงพลัง “มวลชน” ออกมากดดันอีกฝ่าย คือเอาไอ้ประชาชนตาดำๆฝั่งละกว่าแสนคนนั่นแหละ ออกมาเป็นขุมกำลังกัน “เรามาร่วมกันเพื่อแสดงพลังมวลชน” แหม..พูดเหมือนกันเป๊ะเลย มาลองดูกันหน่อยดีไหมว่าอะไรเป็นอะไร ลองไปค้นข้อมูลดูสิครับว่า ประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่ผ่านมา มีคนไปใช้สิทธิกี่คน แล้วมีกี่คนที่กาช่องที่ไม่เลือกใครเลย แล้วท่านทั้งหลายอาจจะเห็นว่า มีคนไม่ไปเลือกตั้งอีกจำนวนมาก และอีกมากที่ไม่เลือกใครเลย มากขนาดที่เป็นคนส่วนใหญ่ได้ทีเดียวแหละ ผมว่าเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นภาพ “ความเป็นมวลชน” ให้ได้เห็นกันเป็นอย่างดีนะ ไอ้ที่มาชุมนุมกันเรือนแสนน่ะ..?! ยังไม่ได้เท่ากระผีกของคนที่ “เอือม” นักการเมือง “ระอา” กับระบบบริหารบ้านเมือง จนถึง “หันหน้าหนีเมื่อประเทศชาติร้องเรียก” ไอ้คนกลุ่มใหญ่ที่ว่านี้รวมถึงตัวผม (ผมเองก็ไปใช้สิทธินะ แต่ไม่เลือกใคร) มันแบ่งได้เป็นสองทาง คือกลุ่มที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ใครจะเป็นจะตายกูไม่เกี่ยว กูไม่ยุ่ง ไม่ไป ไม่สน เลือกตั้งก็ไม่ไป ส่วนอีกกลุ่มก็คือ ไปเลือกตั้งไปใช้สิทธิ แต่กูไม่เลือกใคร ไม่เห็นมีใครดี ไม่น่าเชื่อถือทั้งนั้น พวกนี้นี่แหละ “พลังเงียบ!! จนถึงเงียบงัน” ของจริง ความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ไม่มีใครไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง หรือไปใช้สิทธิกันเพียงน้อยนิด ซึ่งผมก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ความล้มเหลวของนักการเมืองไทยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ประชาชนไปเลือกตั้ง แต่ไม่เลือกใคร ได้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มีคนเลือกแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ หรือน้อยกว่านั้น ให้ได้เป็นนายกฯต่อไปแบบมีสำนึกว่า “คนไทยส่วนใหญ่น่ะเขาไม่เชื่อมั่นพวกเอ็งแล้ว” แต่เขาไม่ขัดขืนระบอบประชาธิปไตย จะได้เอาความสำนึกนี้ ไปแก้ไขให้ถูกที่ ว่าจะทำยังไงให้ประชาชนเชื่อมั่น ให้เขาศรัทธา ไม่ใช่เอะอะก็อ้าง “มวลชน” กันหมด ถ้ากว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ คือราวๆ 30 ล้านคน ไม่แสดงตนเป็นฝ่ายใด แบ่งย่อยเป็นอีก 30 % ใน 30 ล้าน ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพราะไม่สนใจเลย หรือไม่ก็เป็นกลุ่มคนที่ขาดสำนึกในความเป็นชาติ เขาอาจเห็นว่าที่ท่านๆทั้งหลายทะเลาะกันอยู่มันไร้สาระ มันไม่มีประโยชน์อะไรต่อเขาเลย แต่คนจำนวนนี้ก็น่าจะมีความสำคัญในประเทศอยู่บ้างใช่ไหม จะทำยังไงกับพวกเขาดีครับ ก่อนที่ประเทศอาเจนติน่าจะเข้าสู่วิกฤติ ผมว่าสิ่งที่ล่มสลายเป็นอันดับแรกไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจหรอกครับ ผมว่าสิ่งที่ล่มสลายไปก่อนคือจิตสำนึกในความเป็นชาตินิยมต่างหาก ท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องครับ ลองทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจและเชื่อมั่นในการทำงานของท่านในระบอบประชาธิปไตยนี้ให้ได้เสียก่อนดีกว่าครับ แล้วค่อยมาสนใจพลังมวลชนกัน โอกาสหน้าถ้าจะปฏิรูปอะไรอีก จะได้ไปให้มันถูกทางนะครับท่าน อย่าให้คำว่า “มวลชน” ทำให้ผมเสียเงิน 20 บาทค่าข้าวแกงอันแสนอร่อยถูกหลักอนามัยของผมสูญเปล่าเลยครับ
February 28 เรื่องในกระแสเรื่องในกระแส ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หลายอย่างทำให้ผมได้คิด? ไม่ได้คิดจะหมายถึงเรื่องการเมืองที่เขาเย้วๆกันอยู่แต่อย่างใด เพียงแต่ใจมันอดเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะขณะที่บ้านเมืองกำลังร้อนไปด้วยกระแสแห่งการเรียกร้อง เพื่อนพ้องพี่น้องรอบๆตัวผมก็ร้อนไปด้วยกระแสแห่งร้องเรียกความรัก ก็ว่ากันไป!! แต่มานั่งมองดูดีๆผมว่ามันออกจะคล้าย หรือมีโครงสร้างบางอย่างที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ฝ่ายประชาชนที่เรียกร้องให้รัฐบาลที่อยู่ภายใต้การปกครองของนายกฯทักษิณลาออก ก็เพราะไม่ชอบ ไม่เชื่อ ไม่นับถือ ไม่ยากให้มาเป็นผู้นำอีกแล้ว ก่อเรื่องไว้เยอะ เขาว่ากันอย่างนั้น นี่ก็ไม่ต่างจากเพื่อนผมคนนึงเท่าไหร่นัก มันโดนแฟนมันประท้วงให้ลาออกจากการเป็นแฟน คือเลิกเป็นผู้นำชีวิตชั้นสักทีว่างั้น อันนี้ก็เพราะไม่ชอบ ไม่เชื่อแล้วเช่นกัน คู่รักบางคู่ก็ประกาศยุบสภาไป แล้วก็ทำเหมือนที่นายกฯตั้งใจ คือเลือกตั้งใหม่ ลองดูใหม่ แค่พอห่างๆกันหน่อยหวังว่าปัญหามันจะเบาลงแล้วคงดีขึ้น คือยุบไปก่อนนะแต่ยังเป็นแฟนกันอยู่ อยากจะฝากข้อคิดอันนี้ไปหานายกฯจริงๆ “คนเราเวลามันไปกันไม่ได้จริงๆ เลิกกันเลยจะดีกว่า” ลองลาออกแล้วปล่อยให้เขาหาแฟนใหม่ดูสิ วันหนึ่งเขาอาจจะมาง้อให้เรากลับไปก็ได้นะ เพื่อนๆน้องๆผมหลายคนตอนนี้ กำลังอ่อนไหวกับเรื่องความรัก อ่อนไหวกันนักจนผมชักจะรำคาญ คือมันออกแนวเรื้อรังน่ะ ลามเป็นมะเร็งระยะที่สามแถมดูท่าจะแรงขึ้นๆเหมือนม็อปที่สนามหลวงยังไงยังงั้น ม็อปอาจรอให้ทหารตบเท้าเข้ามาจัดการ แต่ไอ้พวกนี้ต้องโดนเท้า “ตบ” เข้าสักเปรี้ยงเบาๆที่ข้างหู เอาให้หูตาสว่างขึ้นมาบ้าง เห็นแล้วมันน่าเหนื่อยใจ..!! บางทีการเลือกนายกฯครั้งต่อไป เราอาจต้องศึกษากันให้ดีกว่านี้ ว่าทั้งนโยบาย นิสัยใจคอ ตลอดจนทัศนคติหรือจุดมุ่งหมายในชีวิตเป็นยังไง “แล้วเวลาเลือกแฟนกันพวกมึง (เพื่อนๆน้องๆ) ตัดสินใจด้วยอะไรวะ!?” ไอ้ประเภท “รักแท้แม้เพียงเพิ่งพบ” หรือ “อีกครึ่งของชีวิตที่ตามหา” หรืออะไรต่อมิอะไรที่หาได้จากเพลงป็อบดาดๆ เนี่ย ถามจริงๆเถอะครับ จะมีสักกี่คนที่ได้เจอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายว่าไอ้ที่เรียกว่ารักแท้มันไม่มีอยู่จริง แต่บางทีเราก็ไม่ควรคิดเข้าข้างตัวเองว่าเรื่องดีๆที่สุดในโลกขนาดนั้นจะเกิดขึ้นกับเรา ไม่งั้นจะเศร้าเปล่าๆครับพี่น้อง...!!! |
||||
|
|