anachitana 的个人资料new ' s space照片日志列表更多 工具 帮助

日志


3月4日

มวลชน

                มวลชน     

                มวล (มวน) ว. หมายถึง ทั้งหมด ทั้งสิ้น ทั้งปวง  (จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542) มวลชน (ก็คือ มวล + ประชาชน) ก็น่าจะมาจาก ประชาชนทั้งหมด หรืออีกนัยก็น่าจะหมายความว่าประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ทั้งหมด เรียกว่าถ้าเป็นปัญหาในหมู่บ้าน มวลชนก็ต้องเป็นคนทั้งหมู่บ้าน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง ถ้าเป็นปัญหาระดับประเทศก็ทำนองเดียวกัน

                แต่ปัจจุบัน มวลชน คือ คำที่ได้ยินกันบ่อย (ในสังคมระบอบประชาธิปไตยแบบสุกๆดิบๆ)จนพลอยให้เกิดอาการสะอิดสะเอียน

                ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่ได้มีใจความขัดแย้งกับ ท่าน.. ผู้ใดโดยเฉพาะ  เพียงแต่มันเอียนครับ เอียนจนผมเสียดายข้าวแกงราคาถูกที่หามาเลี้ยงปากท้องได้อย่างยากลำบาก ด้วยกลัวว่ามันจะขย้อนออกมาเมื่อได้ยินคำนี้ ครั้งจะกอบมันกลับใส่จานแล้วซัดเข้าไปใหม่ก็เห็นท่าจะไม่ไหวครับ ละอายใจ

                ปัญหาที่เกิดขึ้นในสยามประเทศ หรือ Land of Smile. ที่ฝรั่งเรียกขานในอดีตกาลนั้น มันเป็นปัญหาเรื้อรังที่อดคิดไม่ได้ว่า  มีผลมาจากการ เอาแต่นั่งยิ้ม กันพร่ำเพรื่อไปหรือเปล่า มีปัญหาอะไรก็ยิ้ม ใครจะโกงใครก็ยิ้ม หรือ กูโกงใครมาก็ยิ้ม..!!

                เข้าเรื่องสักหน่อยดีกว่า

                ท่ามกลางความขัดแย้งที่ดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือข่าวสารต่างๆ ส่งผลให้เห็นว่าคนไทย (ส่วนหนึ่งซึ่งไม่มาก) กำลังจะถูกแบ่งเป็น 2 พวกครับ

1.                   พวกที่ไม่ชอบนายกฯ

2.                   พวกที่ชอบนายกฯ

                พวกแรก ก็จะเห็นได้จากการชุมนุมที่ร้อนแรง สังเกตให้ดีจะรู้สึกได้ว่าสื่อจะนำเสนอคนกลุ่มนี้ไปในทาง ส่อถึงความรู้สึกรุนแรง ออกแนวตัวโกงว่างั้น คือนายกฯทำอะไรกูก็ไม่ชอบ ก็มีเหตุผลและข้อมูลหลายอย่างที่ทำให้นายกฯขาดความน่าเชื่อถือ ก็จะชุมนุนมกันไปเรื่อยๆจนกว่านายกฯจะลาออก ยอดรวมผู้มาชุมนุมสูงที่สุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ท้องสนามหลวง ก็กว่าแสนคน

                พวกหลังก็คือกำลังใจ คือกองเชียร์นายกฯ ให้สู้ต่อไป จะถูกจะผิดกูไม่รู้แต่กูรักของกู และว่าหามีใครในเมืองไทยที่จะบริหารบ้านเมืองได้ดีเทียบเท่านายกฯท่านนี้ไม่ ล่าสุดก็มีการแสดงพลังกันหลังจากที่เรียกตัวเองว่าพลังเงียบมานาน มีผู้ร่วมชุมนุมกว่าแสนคนเช่นกันในวันที่ 3 มีนาคม 2549

                ฝ่ายต่อต้าน บอกว่า นายกฯฝืนกระแสความต้องการของมวลชน ฝ่ายนายกฯ ก็บอกว่า มวลชนต่างหากที่ยังต้องการนายกฯอยู่

                ก็เถียงกันไป ..!!

                ไอ้ผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเชื่อว่า นี่คือวิถี หรือความน่าจะเป็นไปของระบอบประชาธิปไตย แต่ที่ทำให้หงุดหงิดใจจนต้องระบายผายลมออกมาบ้างนั้น เพราะเริ่มรู้สึกว่ามัน เลอะเทอะ

                ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะแสดงพลัง มวลชน ออกมากดดันอีกฝ่าย คือเอาไอ้ประชาชนตาดำๆฝั่งละกว่าแสนคนนั่นแหละ ออกมาเป็นขุมกำลังกัน

                เรามาร่วมกันเพื่อแสดงพลังมวลชน  แหม..พูดเหมือนกันเป๊ะเลย

                มาลองดูกันหน่อยดีไหมว่าอะไรเป็นอะไร ลองไปค้นข้อมูลดูสิครับว่า ประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่ผ่านมา  มีคนไปใช้สิทธิกี่คน แล้วมีกี่คนที่กาช่องที่ไม่เลือกใครเลย 

                แล้วท่านทั้งหลายอาจจะเห็นว่า มีคนไม่ไปเลือกตั้งอีกจำนวนมาก และอีกมากที่ไม่เลือกใครเลย มากขนาดที่เป็นคนส่วนใหญ่ได้ทีเดียวแหละ

                ผมว่าเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นภาพ ความเป็นมวลชน ให้ได้เห็นกันเป็นอย่างดีนะ

                ไอ้ที่มาชุมนุมกันเรือนแสนน่ะ..?! 

                ยังไม่ได้เท่ากระผีกของคนที่ เอือม นักการเมือง ระอา กับระบบบริหารบ้านเมือง จนถึง หันหน้าหนีเมื่อประเทศชาติร้องเรียก

                ไอ้คนกลุ่มใหญ่ที่ว่านี้รวมถึงตัวผม (ผมเองก็ไปใช้สิทธินะ แต่ไม่เลือกใคร) มันแบ่งได้เป็นสองทาง คือกลุ่มที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น  ใครจะเป็นจะตายกูไม่เกี่ยว กูไม่ยุ่ง ไม่ไป ไม่สน เลือกตั้งก็ไม่ไป  ส่วนอีกกลุ่มก็คือ ไปเลือกตั้งไปใช้สิทธิ แต่กูไม่เลือกใคร ไม่เห็นมีใครดี ไม่น่าเชื่อถือทั้งนั้น 

                พวกนี้นี่แหละ พลังเงียบ!! จนถึงเงียบงัน ของจริง

                ความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ไม่มีใครไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง หรือไปใช้สิทธิกันเพียงน้อยนิด ซึ่งผมก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ความล้มเหลวของนักการเมืองไทยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ประชาชนไปเลือกตั้ง แต่ไม่เลือกใคร

                ได้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มีคนเลือกแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ หรือน้อยกว่านั้น

                ให้ได้เป็นนายกฯต่อไปแบบมีสำนึกว่า คนไทยส่วนใหญ่น่ะเขาไม่เชื่อมั่นพวกเอ็งแล้ว แต่เขาไม่ขัดขืนระบอบประชาธิปไตย จะได้เอาความสำนึกนี้ ไปแก้ไขให้ถูกที่ ว่าจะทำยังไงให้ประชาชนเชื่อมั่น ให้เขาศรัทธา ไม่ใช่เอะอะก็อ้าง มวลชน กันหมด

                ถ้ากว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ คือราวๆ 30 ล้านคน ไม่แสดงตนเป็นฝ่ายใด แบ่งย่อยเป็นอีก 30 % ใน 30 ล้าน ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพราะไม่สนใจเลย  หรือไม่ก็เป็นกลุ่มคนที่ขาดสำนึกในความเป็นชาติ  เขาอาจเห็นว่าที่ท่านๆทั้งหลายทะเลาะกันอยู่มันไร้สาระ มันไม่มีประโยชน์อะไรต่อเขาเลย  แต่คนจำนวนนี้ก็น่าจะมีความสำคัญในประเทศอยู่บ้างใช่ไหม จะทำยังไงกับพวกเขาดีครับ

                ก่อนที่ประเทศอาเจนติน่าจะเข้าสู่วิกฤติ ผมว่าสิ่งที่ล่มสลายเป็นอันดับแรกไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจหรอกครับ ผมว่าสิ่งที่ล่มสลายไปก่อนคือจิตสำนึกในความเป็นชาตินิยมต่างหาก  

                ท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องครับ ลองทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจและเชื่อมั่นในการทำงานของท่านในระบอบประชาธิปไตยนี้ให้ได้เสียก่อนดีกว่าครับ แล้วค่อยมาสนใจพลังมวลชนกัน

                โอกาสหน้าถ้าจะปฏิรูปอะไรอีก จะได้ไปให้มันถูกทางนะครับท่าน  อย่าให้คำว่า มวลชน ทำให้ผมเสียเงิน 20 บาทค่าข้าวแกงอันแสนอร่อยถูกหลักอนามัยของผมสูญเปล่าเลยครับ